วันพฤหัสบดีที่ 4 กุมภาพันธ์ พ.ศ. 2559
หมวกสังฆราช
เป็นแคคตัสในสกุล astrophytum ชื่อสกุลมาจากภาษากรีก หมายถึง “พืชดาว” (star-plant) ต้นอ้วนกลมหรือเป็นทรงกระบอก เส้นผ่าศูนย์กลางต้น 10-20 เซนติเมตร สูง 30-60 เซนติเมตร ลักษณะลำต้นเดี่ยว ในระยะแรกรูปร่างค่อนข้างกลม เมื่อโตเต็มที่จะเปลี่ยนรูปเป็นทรงกระบอก มีเหลี่ยมมีสันแหลมหรือมนตั้งแต่ 3-10 พู แต่ที่หาพบได้ง่ายคือ 4-5 พู แต่ถ้าขึ้นรวมกันเป็นกลุ่มจะมีสันเพิ่มขึ้นเป็น 6-8 พู ผิวมีตั้งแต่เขียวล้วนไปจนมีจุดขาวหนาแน่น มีขนาดใหญ่เต็มที่ประมาณ 15 ซม. ลำต้นมีเกล็ดสีขาวหนาแน่น ไม่มีหนาม ยกเว้นเมื่อต้นยังมีอายุน้อย ดอกรูปกรวยสีเหลืองอ่อน บริเวณโคนกลีบดอกจะมีสีเหลืองเข้มกว่า และมีเส้นผ่าศูนย์กลาง 4-7 ซม. เกสรละเอียด มีกลิ่นหอมอ่อนๆ ผลมีลักษณะทรงกลม เมื่อผลแก่จะปริบริเวณปลายผล แคคตัสสกุลแอสโตรไฟตั้ม มีถิ่นกำเนิดอยู่ทางตอนใต้ของสหรัฐอเมริกาและตอนเหนือของประเทศเม็กซิโก ชอบแดดค่อนข้างมาก ขยายพันธุ์โดยการเพาะเมล็ด
วันอาทิตย์ที่ 31 มกราคม พ.ศ. 2559
สถานที่จัดจำหน่ายแคคตัส
สถานที่ตั้ง : สวนจตุจักร โครงการ 5 ซอย 54
วันอังคาร เวลา 18.30 น. - 23.00 น.
วันพุธ เวลา 10.30 น. - 17.00 น.
วันเสาร์ เวลา 05.00 น. -16.00 น.
เส้นทางเดินทาง
2.ร้านไผ่เงินเจริญทรัพย์
แคคตัสหัวสี
สอบถามสั่งซื้อได้ที่ http://www.nanagarden.com/inquire.aspx?ProductID=101530
3.SYT CACTUS

เส้นทางเดินทาง
2.ร้านไผ่เงินเจริญทรัพย์
แคคตัสหัวสี
สอบถามสั่งซื้อได้ที่ http://www.nanagarden.com/inquire.aspx?ProductID=101530
3.SYT CACTUS

ในรูปเป็นเพียงตัวอย่างเท่านั้น จำหน่ายแคคตัสสายพันธุ์ Astrophytum asterias, myriostigma, capricorne จัดส่งทั่วประเทศ ทางไปรษณีย์ ems สนใจดูรายละเอียดเพิ่มเติมได้ที่ http://sytcactus.pantown.com/ ตัวอย่าง รหัส ems ที่จัดส่งแล้ว ตรวจสอบได้ที่ http://track.thailandpost.co.th/trackinternet/Default.aspx โดยใช้รหัส 13 ตัว eh270281334th eh270263959th eh270263962th eh270352764th eh270352778th eh270348835th
ราคา 25 บาท ติดต่อเบิร์ด โทร 0875955217, 0875955217
และอีกมากมายทั่วประเทศไทย
และอีกมากมายทั่วประเทศไทย
วันพฤหัสบดีที่ 28 มกราคม พ.ศ. 2559
น้ำ (Water)
คนเลี้ยงส่วนมากแล้วมักจะรดน้ำในตอนเช้า ก่อนกระถาง หรือ เครื่องปลูกจะร้อนมาก เพราะถ้ารดตอนร้อนมากๆ กระถางกับเครื่องปลูก ก็จะกลายเป็นหม้อต้ม พร้อมที่จะปรุงแคคตัสของเราให้สุกได้อย่างดีเลยทีเดียว ส่วนถ้าตอนเช้าต้องไปทำงานไม่มีเวลารด ก็สามารถรดได้ในตอนเย็น หรือ เมื่อเครื่องปลูกเย็นแล้วก็ได้ แต่เราชอบรดตอนเย็นมากกว่า เพราะปัจจุบันนี้ เพียงแค่ 7 โมงเช้า แดดก็ร้อนซะแล้ว รดตอนเย็น อากาศก็เย็น ใจก็เย็น ทำให้ตอนรดน้ำไปด้วย พิจารณา สังเกตุแคคตัสไปด้วย อย่างสบาย(อันนี้ผู้เลี้ยงควรพิจารณาตามความเหมาะสม เป็นความชอบส่วนตัวค่ะ ^^) ระยะเวลาห่างในการรดน้ำ วิธีสังเกตุง่ายๆ หลังจากที่เรารดน้ำไปวันแรก ให้เช็คดูทุกวันว่า อีกกี่วันถัดมาดินถึงจะแห้ง เมื่อดินแห้งแล้วให้เว้นไปอีก 1 วัน แล้วค่อยรดในวันถัดมา ปล่อยให้ดินมีวันที่ได้แห้งบ้าง กระถางเล็ก กระถางใหญ่ ก็มีผลกับระยะในการแห้งของดิน โดยเฉลี่ยแล้วจิ๊บจะรดประมาณ 4 วันครั้ง ถ้าเป็นไม้ต่อที่ต้องการน้ำมากหน่อย ก็จะรด วันเว้นวัน ถ้าเป็นกลุ่มฮาโวเทีย จะรดพร้อมกับแคคตัส แต่จะสเปรย์น้ำให้วันเว้นวันค่ะ
โรงเรือน (Green House)
โดยธรรมชาติของแคคตัสแล้ว จะสามารถอยู่ได้ในกลางแจ้งที่มีแดดจัดเต็มที่ แต่ลักษณะของแคคตัสที่อยู่กลางแจ้งนั้น จะมีผิวที่กร้านแดด ไม่สดใสสวยงาม ถ้าเทียบกับแคคตัสที่เลี้ยงโดยมีการพรางแสงบ้างเล็กน้อย เว้นแต่ชนิดที่มีขน หรือ หนามปกคลุมจนมิดเนื้อลำต้น ดังนั้นประโยชน์ของการสร้างโรงเรือนแคคตัสก็เพื่อปกป้องแคคตัสจากสิ่งที่ควบคุมไม่ได้ เช่น แสงแดด และ ฝน ที่มากจนเกินความต้องการ
- ข้อควรระวัง ก่อนสร้างโรงเรือนแคคตัสควรดูเรื่องทางของแสงให้ดี ว่ามีเงาต้นไม้ หรือ เงาบ้านบังหรือไม่ เพื่อนนักเล่นบางท่าน มีปัญหากับเงาของต้นไม้เป็นประจำเวลาสร้างโรงเรือน บางท่านถึงกับต้องโค่นต้นมะม่วงไปเลยก็มี
โรงเรือนที่เหมาะสมกับการปลูกแคคตัส จะต้องเลี้ยงแคคตัสได้อย่างสุขสบาย มีลักษณะตามสายพันธุ์ที่ถูกต้อง มีสีสวยงามทุกฤดู ไม่กลัวแดดในฤดูร้อน และ ไม่เน่าตายในฤดูฝน สามารถป้องกันแมลงและสัตว์ต่างๆ ที่เป็นอันตรายกับแคคตัสได้
รูปแบบส่วนใหญ่สำหรับโรงเรือนแคคตัสในบ้านเรา มักจะใช้พลาสติดกัน UV ชนิดใส มุงหลังคา ซึ่งในระยะแรกอาจจะใสมาก ควรจะใช้สแลน หรือ เนตไนล่อนสีขาว คลุมพลางแสงสัก 50% จนเมื่อพลาสติกเริ่มขุ่น แคคตัสเริ่มปรับสภาพได้ ค่อนนำเนตไนล่อนสีขาวออก ซึ่งวิธีนี้เหมาะสำหรับโรงเรือนเล็กๆ ที่ไม่ต้องการลงทุนมาก และ สามารถเปลี่ยนแผ่นพลาสติกได้ง่าย เพราะพลาสติกมีอายุการใช้งานน้อย จะอยู่ได้เพียง ปี หรือ 2 ปีเท่านั้น แต่จิ๊บเคยลองใช้เนตไนล่อนสีขาวคลุมทับพลาสติคอีกชั้น ปรากฏว่า สามารถยืดอายุการใช้งานพลาสติกได้อีกเป็นปีเลยทีเดียว
อีกวิธีหนึ่งซึ่งดูถาวร และ มั่นคงกว่า แต่ต้องลงทุนมากหน่อย ก็คือการมุงหลังคาด้วยกระเบื้องใส ซึ่งมีให้เลือกหลายชนิด ยิ่งดี ราคาก็ยิ่งสูงตามไปด้วย
กระเบื้องใส ชนิดที่เป็นใยแก้ว มีอายุการใช้งาน ประมาณ 2-5 ปี เพราะกระเบื้องจะเริ่มเปลี่ยนเป็นสีเหลือง และ ขุ่น ทำให้ได้รับแสงแดดได้เป็นเต็มที่ จึงจำเป็นต้องเปลี่ยนใหม่ ราคาตกแผ่นล่ะ 150 - 180 บาท
กระเบื้องใส ชนิดที่เป็น โพลีคาร์โบเนต มีอายุการใช้งาน ประมาณ 3 – 7 ปี
กระเบื้องใส ชนิดที่เป็น อะคิริค มีอายุการใช้งาน ประมาณ 7 – 10 ปี กระเบื้องชนิดนี้จะเป็นที่นิยมใช้มากที่สุด เนื่องจากทนทาน มีอายุการใช้งานที่ยาวนาน ราคาตกแผ่นล่ะ 220 – 350 บาท ลองอ่านเพิ่มเติมได้ที่ ลิงค์นี้นะคะ
ถ้าถามจิ๊บว่า โรงเรือนจำเป็นไหมสำหรับการเลี้ยงต้นแคคตัส จิ๊บว่าจำเป็นมากๆ สำหรับคนที่ต้องการเลี้ยงแคคตัสอย่างจริงจัง นักเล่นจำนวนไม่น้อย ที่เสียดายเงินสร้างโรงเรือน แต่ไม่เสียดายเงินที่จะซื้อต้นไม้ราคาสูงๆ ซึ่งในที่สุดแล้ว เมื่อสถานที่เลี้ยงไม่ดี เราก็ไม่สามารถที่จะดูแลรักษาแคคตัสที่รักได้ ความเสียหายมันมากกว่าเงินที่จะนำมาสร้างโรงเรือนเสียอีก (น่าเสียดายนะคะ)
ปุ๋ย (Fertilizer)
การใส่ปุ๋ยแคคตัสนั้น เราสามารถใช้ปุ๋ยกล้วยไม้ให้แก่แคคตัสได้ แต่ควรใช้ในปริมาณที่ต่ำกว่าฉลากข้างขวดระบุไว้ ไม่ควรใจร้อนให้ปุ๋ยแคคตัสในปริมาณมาก เพราะอาจเกิดผลร้ายมากกว่าผลดี การให้ปุ๋ยแคคตัสในปริมาณมาก อาจทำให้ต้นแคคตัสระเบิดได้
วันพฤหัสบดีที่ 21 มกราคม พ.ศ. 2559
แสงแดด (Sunlight)
แคคตัสอาศัยแสงแดดในการปรุงอาหารเลี้ยงลำต้นเพื่อความเจริญเติบโตและการอยู่รอด เช่นเดียวกับต้นไม้ชนิดอื่น
แคคตัส ส่วนมากมีถิ่นกำเนิดในภูมิประเทศที่ร้อน และ แห้งแล้ง เพื่อเลียนแบบแคคตัสในธรรมชาติ แคคตัสควรจะได้รับแสงแดดให้นานตลอดวัน เพราะการได้รับแสงแดดที่เต็มที่นี้ จะทำให้แคคตัสแข็งแรงเติบโต ได้รูปทรงที่ถูกต้องตามลักษณะสายพันธุ์ ไม่สูงชะลูด หรือ ยืดหัวหลิม และแสงแดดยังทำให้ หนามของแคคตัสใหญ่ และ ยาวขึ้น ถ้าเป็นต้นที่มีขนสีขาว ขนก็จะขาวขึ้น ถ้าเป็นหนามที่มีสี สีสันก็จะออกจัดจ้านขึ้นด้วย การที่หนามมากขึ้น หรือ หนาขึ้นนั้น เป็นสัญชาตญาณเพื่อสร้างการป้องกัน เพื่อปกป้องตัวเองจากแสงแดดนั่นเอง แต่ก็อาจมีบางชนิดที่ต้องเลี้ยงร่มกว่าปกติ ขึ้นอยู่กับสายพันธุ์ชนิดนั้นๆด้วย
การนำแคคตัสออกแดดจัดนั้นจะต้องมีวิธีการอย่างค่อยๆเป็น ค่อยๆไป ต้นไหนที่รากยังไม่เดินเต็มที่ ก็ควรตั้งไว้ในที่ถูกแดดไม่มากนั้น เมื่อรากเดินเต็มที่แล้ว (ดูได้จากยอดที่เริ่มออกใหม่ หรือ ต้นเริ่มแน่นแล้ว) จึงค่อยย้ายไปในที่ได้รับแดดได้มากขึ้น หรือ ต้นไหนที่เริ่มมาจากการเลี้ยงร่ม ก็ต้องค่อยเพิ่มแดดให้เค้าทีละนิด ทีละนิด ถ้านำออกไปตากแดดจัดทันที อาจทำให้ต้นไม้ไหม้ ผิวเสีย และอาจถึงตายได้ ต้องใจเย็นๆ ค่อยปรับสภาพต้นไม้ เพื่อให้รับสภาพกับแดดที่จัดได้ แล้วคุณจะรู้ว่ามันคุ้มค่าจริงๆ กับหนามใหม่ที่จะออกมายลโฉมให้เห็น
สมัครสมาชิก:
บทความ (Atom)






